ในเรื่องนี้จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่าเซต
เซต คือ กลุ่มของสิ่งต่าง ๆ ที่สนใจ โดยเมื่อกล่าวถึงกลุ่มใดจะสามารถบอกได้แน่นอน
ว่าสิ่งใดอยู่ในกลุ่ม สิ่งใดไม่อยู่ในกลุ่ม ตัวอย่างเช่น เซตของจังหวัดในประเทศไทย
มักใช้อักษรภาษาอังกฤษตัวใหญ่ในการกล่าวถึงเซต เช่น
ส่วนสิ่งที่เป็นคุณภาพเราจะไม่ถือว่าเป็นเซต เช่น เซตของอาหารอร่อยในประเทศไทย
คือ สิ่งที่อยู่ในเซต โดยเราสามารถใช้เครื่องหมาย
-
$2$ เป็นสมาชิกในเซต$A$ เราสามารถเขียนเป็น$2 \in A$
เช่นเดียวกันเราก็มีเครื่องหมายไม่เป็นสมาชิกคือ
-
$3$ เป็นไม่สมาชิกในเซต$A$ เราสามารถเขียนเป็น$3 \notin A$
เราสามารถเขียนเซตในรูปข้อความ เช่น "เซตของนักเรียนระดับชั้น ม.4" หรือ "เซตของผลไม้" แต่จะต้องไม่มีสิ่งที่เป็นคุณภาพ เช่น "เซตของคนหล่อ"
เราสามารถเขียนเซตด้วยการเขียนสมาชิกทั้งหมดในเซตและครอบด้วยเครื่องหมายปีกกา
$A = \lbrace 1, 2, 3, 4, 5\rbrace$ $B = \lbrace 2, 4, 6, 8\rbrace$
เรายังสามารถเขียนเซตที่มีสมาชิกเยอะมากๆ ได้ด้วยการเติมเครื่องหมาย
$A = \lbrace1, 2, 3, 4, 5, \ldots\rbrace$ $B = \lbrace1, 3, 5, 7, \ldots, 101\rbrace$
เราสามารถเขียนเซตด้วยการกำหนดเงื่อนไขของสมาชิกในเซต
นั่นคือเราจะกำหนดเงื่อนไขให้สิ่งของบางอย่างที่เข้าเงื่อนไขเท่านั้นสามารถเป็นสมาชิกในเซตได้ เช่น
-
$A = \lbrace x\text{ | } x$ เป็นจำนวนเต็ม$\rbrace$
เซตที่มีจำนวนสมาชิกเป็นจำนวนจำกัดสามารถนับได้ เช่น
เซตที่มีจำนวนสมาชิกเป็นอนันต์ไม่สามารถนับได้ เช่น
เราจะใช้สัญลักษณ์
เช่น
ซึ่งหากมีสมาชิกซ้ำกันเราจะนับเพียงหนึ่งครั้ง
เช่น
เป็นเซตที่มีจำนวนสมาชิกเป็น
เป็นเซตที่เป็นขอบเขตเซตเซตอื่นๆ ที่จะพิจารณาโดยเซตอื่นๆ ห้ามมีสมาชิกที่อยู่นอกเหนือเอกภพสัมพัทธ์
ส่วนใหญ่จะเขียนเซตของเอกภพสัมพัทธ์ด้วย
เป็นแผนภาพที่มักจะแสดงเซตเป็นวงกลม ซึ่งอยู่ในเอกภพสัมพัทธ์ที่มักจะเป็นสี่เหลี่ยม ทำให้เข้าใจเซตได้ง่ายขึ้น และค่อนข้างจำเป็นในการทำโจทย์
ตัวอย่างภาพของ Venn Diagram ซึ่งมีเอกภพสัมพัทธ์ คือ
เป็นการดำเนินการที่จะเอาสมาชิกของเซตสองเซตมา "รวม" กัน ซึ่งการรวมในที่นี้จะถือว่าตัวที่ซ้ำกันจะนับแค่หนึ่งรอบ
เช่น
เป็นการดำเนินการที่จะเอาสมาชิกที่อยู่ในเซต "ทั้งสองเซต" ออกมาเท่านั้น
เช่น
เป็นการดำเนินการในเซตเดียวที่จะหมายถึงเซตที่มีสมาชิกทุกตัวใน เอกภพสัมพัทธ์
$A = \lbrace 1, 2, 3 \rbrace$ $\mathbb{U} = \lbrace 1, 2, 3, 4, 5 \rbrace$ $A' = \lbrace 4, 5 \rbrace$
เป็นการดำเนินการในเซตสองเซตสมมุติว่าคือ
$A = \lbrace 1, 2, 3 \rbrace$ $B = \lbrace 3, 4, 5 \rbrace$ $A - B = \lbrace 1, 2 \rbrace$ $B - A = \lbrace 4, 5 \rbrace$
เราจะกล่าวว่า
ซึ่งสามารถใช้สัญลักษณ์
ซึ่งโจทย์สามารถทำให้เราสับสนระหว่างการเป็นสมาชิกและสับเซตได้ง่าย ๆ เช่น
ซึ่งต้องตอบว่าไม่เนื่องจากเซตดังกล่างมีสมาชิกแค่สามตัวคือ
แต่หากถามว่า
ต้องตอบว่าใช่
เราจะกล่าวว่า
และ
ซึ่งสามารถใช้สัญลักษณ์
พาวเวอร์เซตของ
$A = \lbrace 1, 2 \rbrace$ $P(A) = \lbrace \varnothing , \lbrace 1 \rbrace , \lbrace 2 \rbrace, \lbrace 1, 2 \rbrace \rbrace$
เราสามารถสังเกตได้ว่า
กำหนดให้
$A\cup \varnothing = A$ $A\cap \mathbb{U} = A$ $A\cap A = A \cup A = A$ $(A')' = A$ $A' = \mathbb{U} - A$ $A - B = A\cap B'$ $\varnothing \subset A$ $\varnothing \in P(A)$
$A\cap (B \cup C) = (A\cap B)\cup (A\cap C)$ $A\cup (B \cap C) = (A\cup B)\cap (A\cup C)$
$n(A\cup B) = n(A) + n(B) - n(A\cap B)$ $n(A\cup B \cup C) = n(A) + n(B) + n(C) - n(A\cap B) - n(A\cap C) - n(B\cap C) + n(A\cap B\cap C)$
$(A\cap B)' = A'\cup B'$ $(A\cup B)' = A'\cap B'$
- ถ้า
$n(A) = 20, n(B) = 30$ และ$n(A\cup B) = 40$ แล้ว$n(A\cap B)$ มีค่าเท่าไหร่
จากสมบัติ
เราจะนำค่าจากโจทย์มาแทนจะได้ว่า
$40 = 20 + 30 - n(A\cap B)$ $40 = 50 - n(A\cap B)$ $n(A\cap B) = 50 - 40$ $n(A\cap B) = 10$
จึงต้องตอบ
จากการสำรวจกีฬาที่ชื่นชอบ ของนักเรียน 300 คน โดยแต่ละคนชอบกีฬาอย่างน้อย 1 ชนิดพบว่า
- มีคนชอบกีฬาสองชนิดจำนวน 120 คน
- มีคนชอบกีฬาฟุตบอล รวมกับคนชอบกีฬาบาสเกตบอล รวมกับคนที่ชอบกีฬาว่ายน้ำ จำนวน 450 คน
จงหาคนที่ชอบกีฬาเพียงชนิดเดียว
หากเราพิจารณาจากสิ่งที่โจทย์ให้มาเป็นเซตสามเซต แทนกีฬาที่ชอบของนักเรียน และสังเกตว่าเนื่องจากนักเรียนทุกคนต้องชอบกีฬาอย่างน้อยหนึ่งชนิด นักเรียนทุกคนต้องอยู่ในเซตใดเซตหนึ่งอย่างแน่นอน
จากข้อมูลแรกคือ มีคนชอบกีฬาสองชนิดจำนวน 120 คน สามารถเขียนเป็น Venn Diagram ดังนี้
หากเราพิจารณาดี ๆ เราสามารถหาค่าในรูปของผลรวมของสมาชิกเซตได้ โดยพิจารณาส่วน ๆ หนึ่ง
จะมีค่าเท่ากับ
จากนั้นเรามีอีกข้อมูลคือ มีคนชอบกีฬาฟุตบอล รวมกับคนชอบกีฬาบาสเกตบอล รวมกับคนที่ชอบกีฬาว่ายน้ำ จำนวน 450 คน
หมายถึง
จากนั้นข้อมูลสุดท้ายคือมีนักเรียนทั้งหมด
จะได้ว่า
จากนั้นเราจะนำค่าที่เราหามาได้มาแทนคือ
$n(A) + n(B) + n(C) = 450$ $n(A\cap B) + n(B\cap C) + n(B\cap C) - 3n(A\cap B\cap C) = 120$ - จัดรูปเป็น
$n(A\cap B) + n(B\cap C) + n(B\cap C) = 120 + 3n(A\cap B\cap C)$
จะได้ว่า
$300 = 450 - (120 + 3n(A\cap B\cap C)) + n(A\cap B\cap C)$ $300 = 450 - 120 - 3n(A\cap B\cap C) + n(A\cap B\cap C)$ $300 = 330 - 2n(A\cap B\cap C)$ $2n(A\cap B\cap C) = 330 - 300$ $n(A\cap B\cap C) = \frac{30}{2}$ $n(A\cap B\cap C) = 15$
จากนั้นเราจะหาคนที่ชอบกีฬาประเภทเดียวโดยใช้การ Complement
ชอบกีฬาหนึ่งประเภท = ทั้งหมด - ชอบสองประเภท - ชอบสามประเภท
=
=
=
จึงต้องตอบ




